วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาไม่ค่อยแน่ชัด เนื่องจากเป็นพื้นที่แคบ ยามมีศึกสงครามยากแก่การป้องกันจึงต้องปล่อยให้เป็นเมืองร้างหรือยุบเมืองเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเพชรบุรี ในอดีตเป็นเพียงเมืองชั้นจัตวาเล็ก ๆ ที่รวมกันอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองเพชรบุรี พอถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงได้โปรดเกล้าฯ ตั้งเมือง เมืองบางนางรม ที่ปากคลองบางนางรม แต่ที่ดินไม่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกจึงย้ายที่ว่าการเมืองไปตั้งที่เมืองกุย ที่มีความอุดมสมบูรณ์และการตั้งบ้านเรือนหนาแน่นกว่า
ครั้นสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2398 โปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อจาก “เมืองกุย” เป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” โดยรวมเมืองกุย เมืองคลองวาฬ เมืองบางนางรม เข้าด้วยกัน โดยที่ตั้งเมืองยังคงตั้งอยู่ที่เมืองกุย คืออำเภอกุยบุรี ในปัจจุบัน เพื่อให้ชื่อคล้องจองกันกับระหว่างเมืองประจวบคีรีขันธ์ กับ"เมืองประจันตคีรีเขต" ซึ่งเดิมคือเกาะกงที่แยกออกจากจังหวัดตราด
ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2441 จึงย้ายมาอยู่ที่บ้านเกาะหลัก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ เมืองชั้นจัตวาซึ่งขึ้นตรงกับเมืองเพชรบุรี จึงมีสถานะเป็นเป็นอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สังกัดเมืองเพชรบุรี ในช่วงนี้เมืองปราณบุรี ซึ่งมีอาณาเขตติดอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ด้านทิศเหนือ ซึ่งเคยมีฐานะเป็นเมืองชั้นจัตวา ขึ้นกับเมืองเพชรบุรี ก็ได้จัดตั้งเป็นอำเภอเมืองปราณบุรี สังกัดเมืองเพชรบุรีด้วย[3] ส่วนเมืองกำเนิดนพคุณขึ้นตรงกับเมืองชุมพร ด้วยมีพระราชดำริสงวนชื่อเมืองปราณไว้ (เมืองเก่าที่ตั้งอยู่ที่ปากน้ำปราณบุรี) ต่อมา วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชองการเหนือเกล้าให้รวมเอาอำเภอเมืองปราณบุรี อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธุ์ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอกำเนิดนพคุณ จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นเมืองชั้นจัตวามาก่อนเข้ารวมเป็นจังหวัดปราณบุรี ตั้งที่ตำบลเกาะหลัก[4] ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเมืองปราณบุรีเป็นเมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อป้องกันการสับสนกับเมืองปราณ ที่ปากน้ำปราณบุรี [5] [6]หลังจากมีการยกเลิกระบบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองประจวบคีรีขันธ์จึงไม่ได้ขึ้นตรงกับเมืองเพชรบุรีและมณฑลราชบุรีอีก

เขื่อนรัชชประภา

เขื่อนรัชชประภา มีชื่อเรียกดั้งเดิมว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของภาคใต้ อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อก่อนสร้างแล้วเสร็จได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้ใหม่ว่า “เขื่อนรัชชประภา” มีความหมายว่า “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร”
เขื่อนรัชชประภา สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ที่บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยพื้นทีส่นใหญ่ติดอุทยานแห่งชาติเขาสกเกือบทั้งหมด เป็น เขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สูง 94 เมตร ความยาวสันเขื่อน 761 เมตร และมีเขื่อนปิดกั้นช่องเขาขาดอีก 5 แห่ง มีความจุ 5,638.8 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 185 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเฉลี่ยปีละ 3,057 ล้านลูกบาศก์เมตร ติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า เครื่องละ 80,000 กิโลวัตต์ จำนวน 3 เครื่อง รวมกำลัง การผลิต 240,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละประมาณ 554 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง


เขื่อนรัชชประภา เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2525 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2530 แต่เดิมนั้นสามารถเดินทางได้โดยจาก อำเภอพนม แต่เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวมีความสลับซับซ้อนประกอบด้วยเหวจำนวนมากเส้นทางดังกล่าวจึงต้องปิดตัวลงโดยปัจจุบันสามรถเดินทางโดยผ่านอำเภอบ้านตาขุน เขื่อนรัชชประภา เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้ ที่สร้างความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้า และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศชาติ นอกจากนี้ยังเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2530 และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในปี พ.ศ. 2531

นิติศาสตร์

คณะนิติศาสตร์
             คณะนิติศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ศึกษากฎเกณฑ์ความประพฤติของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคมประเภทหนึ่งที่มีผลบังคับแน่นอน ซึ่งเรียกกันว่ากฎหมาย ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรละที่มิได้เป็นลายลักษณ์อักษร กฎหมายจึงเป็นส่วนสำคัญของสังคมที่กำหนดสิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบบทบาทของบุคคลในทุกกิจกรรม และทุกระดับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยขึ้นในสังคมนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ การศึกษานิติศาสตร์จึงมีสาระสามส่วนหลัก คือ
1.นิติศาสตร์จะศึกษาทฤษฎี แนวคิด หลักการเกี่ยวกับสาระของ กฎหมายในส่วนสิทธิหน้าที่และความรับผิดของบุคคลต่อกันตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งในการติดต่อทางธุรกิจทุกประเภท รวมตลอดจนหลักแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับรัฐและหน่วยงานรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ในสังคมนานาชาติ
2.นอกจากนั้น นิติศาสตร์ยังมุ่งศึกษาบทบาทของกฎหมายทั้งในฐานะที่ะเป็นกรอบกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ ของรัฐมิให้ล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนในฐานะที่กฎหมายเป็นเครื่องมือในการนำนโยบายมาปฎิบัติให้ได้ผลจริงจัง ดังนั้น โดยนัยนี้กฎหมายจึงเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง คือ อาจส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาได้ การศึกษานิติศาสตร์จึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัญหานี้ด้วย 3.นิติศาสตร์ยังให้ความสำคัญต่อคุณค่าเชิงคุณธรรมของกฎหมายย่อมมีขึ้นเพื่อความเป็นธรรม และความสงบเรียบร้อยในสังคม การศึกษานิติศาสตร์จึงเน้นที่กระบวนการของกฎหมายว่าต้อง “ บริสุทธิ์ “ เพื่อความมุ่งหมายสุดท้าย คือ “ ยุติธรรม “ การศึกษาจึงมิได้เน้นเฉพาะตัวบทกฎหมายเพียงประการเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กฎหมายในเชิงคุณธรรมด้วย
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ อาจแบ่งแนวทางในการทำงานได้ 2 ประเภท
ประเภทที่หนึ่ง คือ ผู้ซึ่งใช้วิชากฎหมายในการประกอบอาชีพโดยตรง ซึ่งผู้ที่มิได้สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์ไม่สามารถประกอบอาชีพเหล่านี้ได้เลย ได้แก่ ผู้พิพากษา อัยการ ที่ปรึกษากฎหมาย ทนายความ นิติกร ฯลฯ กับอีก
ประเภทหนึ่ง คือ ผู้ซึ่งใช้ความรู้ทางกฎหมายให้เป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพด้านต่าง ๆ เช่น ตำรวจ ปลัดอำเภอ นักธุรกิจพนักงานบริษัท ห้างร้าน ข้าราชการ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางกฎหมายสามารถที่จะเลือกประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางกว่าสาขาอื่น ๆ เพราะนอกจากจะสามารถประกอบอาชีพที่กันไว้เฉพาะสำหรับนักกฎหมายแล้ว ยังสามารถประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาอื่นสามารถประกอบอาชีพนั้น ๆ ได้อีกด้วย

แวมไพร์ ทไวไลท์

เนื้อเรื่องว่าด้วย เบลล่า สวอน นางเอกของเรื่อง ที่ไม่เหมือนเด็กสาววัยรุ่นทั่วไป เธอไม่สนใจวัตถุนิยม ไม่ตามเทรนด์ ซึ่งพ่อแม่ได้หย่าร้างกัน โดยเธอได้อาศัยอยู่กับแม่ ต่อมา แม่ของเธอได้แต่งงานใหม่ เบลล่าคิดว่านี่จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับแม่ของเธอ เธอจึงย้ายไปอยู่กับพ่อที่ฟอร์คส, สหรัฐอเมริกา ที่ฟอร์คสเป็นเมืองที่ฝนตกตลอดปี ไม่มีแดด มีต้นไม้เขียวชอุ่ม เธอจำใจย้ายมาอยู่ เพราะสามีใหม่ของแม่เป็นนักเบสบอลและต้องเดินทางบ่อย และแม่ต้องคอยดูแลเธออยู่ที่บ้าน เธอคิดว่ามันทำให้แม่ไม่มีความสุขนัก เมื่อวันแรกที่เธอได้ย้ายเข้ามาโรงเรียนไฮสคูลใหม่ เธอคิดว่ามันก็คงไม่ต่างอะไรจากโรงเรียนเก่าของเธอ แต่นั่นทำให้เธอได้พบกับนักเรียนชายผู้เพอร์เฟ็ค เขาทั้งรูปงาม แข็งแรง และฉลาดมากต่างจากนักเรียนชายทั่วๆไป เขามีนามว่า เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ในตอนเช้า เธอเห็นเขาจ้องเธอตลอดอย่างไม่ละสายตา แต่เมื่อเธอและเขาต้องมานั่งใกล้กันตอนเรียนวิชาชีววิทยาเนื่องจากเหลือที่นั่งข้างเขาเพียงที่เดียว เขากลับไม่สนใจเธอแม้แต่น้อย และทำท่าทางเหมือนรังเกียจเธอ ภายหลัง เขาได้หายตัวไปเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และกลับมาใหม่
เอ็ดเวิร์ดเคยช่วยชีวิตเบลล่าจากรถตู้ที่จะชนเธอด้วยการที่เขาหยุดมันด้วยมือเปล่า ทำให้เบลล่าตกตะลึงเป็นอย่างมาก และอีกหลายครั้งที่เขาช่วยเธอจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เขาอ่านใจทุกคนได้ แต่มันใช้ไม่ได้กับเธอ ต่อมา เบลล่าได้รู้ว่าเอ็ดเวิร์ดเป็นแวมไพร์และครอบครัวของเขาต่างจากแวมไพร์ทั่วไป ครอบครัวเขาละเว้นการดื่มเลือดมนุษย์แต่ล่าสัตว์ใหญ่บนภูเขาสูงแทน ก่อนหน้านั้นเอ็ดเวิร์ดสงสัยในตัวเบลล่า จึงแอบเข้าไปที่ห้องนอนเธอในขณะที่เธอหลับ เขาได้ยินเธอพึมพำเรียกชื่อเขาออกมา เขาจึงได้รู้ว่าทั้งเธอและเขาต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกัน แต่ทุกอย่างไม่ได้ดีเสมอไป เมื่อเจมส์, วิคตอเรีย และ ลอเรนท์ คู่ปรับของเอ็ดเวิร์ดได้เดินทางมาฟอร์คส พวกเขาคิดว่าการที่เอ็ดเวิร์ดสูญเสียคนรัก จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดในชีวิตที่เป็นอมตะของตนเอง ความรัก ความเป็นอมตะ แวมไพร์ มนุษย์ นิรันดรกาล การสูญเสีย ยามแรกรัตติกาล จะทำให้เขาและเบลล่ารักกันได้หรือ

ที่มาของ "วันลอยกระทง"

วันลอยกระทง

“ลอยกระทง”เป็นพิธีอย่างหนึ่งที่มักจะทำกันในคืนวันเพ็ญ เดือน ๑๒ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ อันเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง และเป็นช่วงที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง โดยจะมีการนำดอกไม้ ธูป เทียนหรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่างๆที่ไม่จมน้ำ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว ฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์ และความเชื่อต่างๆกัน สำหรับในปีนี้วันลอยกระทงตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

ประเพณีลอยกระทง มิได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศจีน อินเดีย เขมร ลาว และพม่าก็มีการลอยกระทงคล้ายๆกับบ้านเรา จะต่างกันบ้างก็คงเป็นเรื่องรายละเอียด พิธีกรรม และความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น แม้แต่ในบ้านเราเอง การลอยกระทงก็มาจากความเชื่อที่หลากหลายเช่นกัน


ทำไมถึงลอยกระทง
การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่งก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดา นอกจากนี้ ก็ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล บางแห่งก็ลอยกระทงเพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน บางแห่งก็เพื่อแสดงความขอบคุณพระแม่คงคาซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป ส่วนบางท้องที่ก็จะทำเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์/ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ และส่วนใหญ่ก็จะอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนาไปด้วย


พระยาอนุมานราชธน ได้สันนิษฐานว่า ต้นเหตุแห่งการลอยกระทงอาจมีมูลฐานเป็นไปได้ว่า การลอยกระทงเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญชาติงอกงามดี และเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งนองพอดี ก็ทำกระทงลอยไปตามกระแสน้ำไหลเพื่อขอบคุณแม่คงคา หรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำมาให้ความอุดมสมบูรณ์ เหตุนี้ จึงได้ลอยกระทงในฤดูกาลน้ำมาก และเมื่อเสร็จแล้วจึงเล่นรื่นเริงด้วยความยินดี เท่ากับเป็นการสมโภชการงานที่ได้กระทำ ว่าได้ลุล่วงและรอดมาจนเห็นผลแล้ว ท่านว่าการที่ชาวบ้านบอกว่าการลอยกระทงเป็นการขอขมาลาโทษและขอบคุณต่อแม่คงคา ก็คงมีเค้าในทำนองเดียวกับการที่ชาติต่างๆ แต่ดึกดำบรรพ์ได้แสดงความยินดีที่พืชผลเก็บเกี่ยวได้ จึงได้นำผลผลิตแรกที่ได้ไปบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือเพื่อขอบคุณที่บันดาลให้การเพาะปลูกของตนได้ผลดี

รวมทั้งเลี้ยงดูผีที่อดอยาก และการเซ่นสรวงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เสร็จแล้วก็มีการสมโภชเลี้ยงดูกันเอง ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความเจริญแล้ว การวิตกทุกข์ร้อนเรื่องเพาะปลูกว่าจะไม่ได้ผลก็น้อยลงไป แต่ก็ยังทำการบวงสรวงตามที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี เพียงแต่ต่างก็แก้ให้เข้ากับคติลัทธิทางศาสนาที่ตนนับถือ เช่น มีการทำบุญสุนทานเพิ่มขึ้นในทางพุทธศาสนา เป็นต้น แต่ที่สุด ก็คงเหลือแต่การเล่นสนุกสนานรื่นเริงกันเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การลอยกระทงจึงมีอยู่ในชาติต่างๆทั่วไป และการที่ไปลอยน้ำ ก็คงเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยา ที่มนุษย์โดยธรรมดา มักจะเอาอะไรทิ้งไปในน้ำให้มันลอยไป



ทำไมกระทงส่วนใหญ่เป็นรูปดอกบัว
ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือตำนานนางนพมาศ ซึ่งเป็นพระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองว่าเป็นเวลาเสด็จประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน และได้มีรับสั่งให้บรรดาพระสนมนางในทั้งหลายตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยน้ำหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ พระสนมเอกก็ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่งถามถึงความหมาย นางก็ได้ทูลอธิบายจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน” ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นโคมลอยรูปดอกบัวปรากฏมาจนปัจจุบัน

ตำนานและความเชื่อ
จากที่กล่าวมาข้างต้นว่า การลอยกระทง ในแต่ละท้องที่ก็มาจากความเชื่อ ความศรัทธาที่แตกต่างกัน บางแห่งก็มีตำนานเล่าขานกันต่อๆมา ซึ่งจะยกตัวอย่างบางเรื่องมาให้ทราบ ดังนี้

เรื่องแรก ว่ากันว่าการลอยกระทง มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุทธนั่นเอง กล่าวคือก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา กาลวันหนึ่ง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวน/หุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐานและบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไปถูกขนดหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล

พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นว่าเป็นอะไร ก็ประกาศก้องว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกอีกองค์แล้ว ครั้นแล้วเทพยดาทั้งหลายและพระยานาคก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็นำความไปบอกนางสุชาดา ครั้นถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอมและดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้ำเพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำเสมอมา และต่อๆมาก็ได้กลายเป็นประเพณีลอยกระทงตามที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน



ในเรื่องการประทับรอยพระบาทนี้ บางแห่งก็ว่า พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมเทศนาในนาคพิภพ เมื่อจะเสด็จกลับ พญานาคได้ทูลขออนุสาวรีย์จากพระองค์ไว้บูชา พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทา และพวกนาคทั้งหลายจึงพากันบูชารอยพระพุทธบาทแทนพระองค์ ต่อมาชาวพุทธได้ทราบเรื่องนี้จึงได้ทำการบูชารอยพระบาทสืบต่อกันมา โดยนำเอาเครื่องสักการะใส่กระทงลอยน้ำไป

ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน ๑๑ หรือวันออกพรรษา เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังการจำพรรษา ๓ เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดานั้น ก็ด้วยวันดังกล่าว เหล่าทวยเทพและพุทธบริษัทพากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา และเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์ คนจึงพากันลอยกระทงเพื่อเฉลิมฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้า

สำหรับคติที่ว่า การลอยกระทงตามประทีปเพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็ว่าเป็นเพราะตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชาที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศโมลีขาดลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธิษฐาน พระอินทร์จึงนำผอบแก้วมาบรรจุ แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตามประทีป คือ การจุดประทีป หรือจุดไฟในตะเกียง /โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็กๆ) ซึ่งทางเหนือของเรามักจะมีการปล่อยโคมลอย หรือโคมไฟที่เรียกว่า ว่าวไฟ ขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีด้วย

เรื่องที่สอง ตามตำราพรหมณ์คณาจารย์กล่าวว่า พิธีลอยประทีปหรือตามประทีปนี้ แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์และพระพรหม เป็นประเภทคู่กับลอยกระทง ก่อนจะลอยก็ต้องมีการตามประทีปก่อน ซึ่งตามคัมภีร์โบราณอินเดียเรียกว่า “ทีปาวลี”โดยกำหนดทางโหราศาสตร์ว่าเมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก พระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป และเมื่อบูชาไว้ครบกำหนดวันแล้ว ก็เอาโคมไฟนั้นไปลอยน้ำเสีย ต่อมาชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องดี จึงแปลงเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทและการรับเสด็จพระพุทธเจ้าดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยมักถือเอาเดือน ๑๒ หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ (ยี่เป็งคือเดือนสอง ตามการนับทางล้านนา ที่นับเดือนทางจันทรคติ เร็วกว่าภาคกลาง ๒ เดือน)



จากเรื่องข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การลอยกระทง ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความกตัญญูระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อมนุษย์ เช่น พระพุทธเจ้า เทพเจ้า พระแม่คงคา และบรรพชน เป็นต้น และแสดงความกตเวที (ตอบแทนคุณ) ด้วยการเคารพบูชาด้วยเครื่องสักการะต่างๆ โดยเฉพาะการบูชาพระพุทธเจ้าหรือรอยพระพุทธบาท ถือได้ว่าเป็นคติธรรมอย่างหนึ่ง ที่บอกเป็นนัยให้พุทธศาสนิกชนได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งปวงนั่นเอง 

ประเพณีลอยกระทง นอกจากจะเป็นประเพณีที่มีคุณค่าในเรื่องการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณดังที่กล่าวมาแล้ว ประเพณีนี้ยังมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสานาด้วย เช่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้ชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงาน หรือในบางท้องที่ที่มีการทำบุญก็ถือว่ามีส่วนช่วยสืบทอดพระศาสนา และในหลายๆแห่งก็ถือเป็นโอกาสดีในการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลองไปด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมาคงจะทำให้ท่านได้รู้จักคุณค่า สาระและเรื่องราวเกี่ยวกับ“ประเพณีลอยกระทง” มากขึ้น และหวังว่า “ลอยกระทง” ปีนี้ นอกจากความสนุกสนานแล้ว คงจะมีความหมายแก่ท่านทั้งหลายเพิ่มขึ้นด้วย

สุนัข อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย

อเมริกันพิทบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier) หรือที่เรียกกันว่า พิทบูล แค่เอ่ยถึงชื่อสุนัขพันธุ์นี้ก็อาจทำเอาหลายคนออกอาการหวั่นๆ ซะแล้ว ก็สุนัขสายพันธุ์ พิทบูล น่ะดังก้องไปทั่วโลกในเรื่องความดุร้าย และมักจะถูกประโคมข่าวเมื่อ พิทบูล กัดคนบาดเจ็บและเสียชีวิต  โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับเจ้าของ ทำให้ภาพของ อเมริกันพิทบูล ในเวลานี้อาจไม่สู้ดีนัก และเป็น สุนัข ควบคุมพิเศษในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยกรมปศุสัตว์สั่งห้ามนำเข้าสุนัขพันธุ์ พิทบูล โดยเด็ดขาด แต่ในประเทศไทยยังลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายอยู่ รวมถึงมีการเลี้ยงอยู่เดิมแล้วจำนวนหนึ่ง
          แม้ว่า พิทบูล จะมีนิสัยพื้นฐานที่ดุร้าย แต่ สุนัข พิทบูล ก็ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องความจงรักภักดี มันสามารถตายแทนเจ้าของได้ดังจะเห็นได้จากในอดีตที่ผู้เสี้ยงมักนำมันสู่สังเวียนการต่อสู้ พิทบูล จะสู้จนตัวตายตามใบสั่งของเจ้าของ ดังคำกล่าวที่ว่า "ทาสผู้ภักดี ปีศาจสังหาร"  

          พิทบูล ถูกพัฒนามาจากสายพันธุ์ของ สุนัข บูลด๊อก เดิมทีเป็น สุนัข อเมริกันพิทบูล ที่ใช้งานต้อนฝูงสัตว์ (Cattie dog) เป็นสุนัขเลี้ยงแกะ (Shepherds) แต่ต่อมาสุนัขเหล่านั้นถูกนำมาผสมข้ามสายพันธุ์ จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ จนได้ อเมริกันพิทบลู ที่มีฟันและกรามที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และมีความว่องไวสูง และ พิทบูล ก็ถูกนำมาใช้ในกีฬาสู้วัว (Bullbaiting) แต่ภายหลังกีฬาชนิดนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย กลุ่มคนที่ชื่นชอบในกีฬาดังกล่าวจึงหันมาจับสุนัขสู้กับสุนัขแทน ทำให้ อเมริกันพิทบลู กลายเป็นสุนัขที่ขึ้นชื่อว่ามีพละกำลังมากที่สุด เท่าที่มีการพัฒนาสายพันธุ์กันมา ในความแข็งแรง ดุร้าย เสน่ห์ของ พิทบูล อยู่ที่ความจงรักภักดี มีอารมณ์คงที่ต่อมนุษย์

          ที่มาของชื่อพันธุ์ พิทบูล จึงได้มาจากกีฬาสู้วัวนั่นเอง ส่วนคำว่า Pit มาจากคำที่แปลว่า หลุม คือ ในการคัดเลือกสายพันธุ์ในสมัยโบราณ พิทบูล สองตัวจะถูกนำไปปล่อยในหลุมที่คนขุดขึ้น ตัวไหนรอดจากการกัดกันก็จะปีนขึ้นจากหลุม  พิทบูล ตัวนั้นจึงจะได้ดำรงพันธุ์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ พิทบูล จึงมีความอดทนและมีความมุ่งมั่นสูงกว่า สุนัข ทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตาม พิทบลู มีทั้งสายพันธุ์ที่มีไว้กัด และสายพันธุ์โชว์

          ด้วยธรรมชาติกัดไม่ปล่อย สุนัข สายพันธุ์นี้ ถือเป็นนักล่าโดยกำเนิด พิทบูล ล่าได้ตั้งแต่ นก หนู ไปจนถึงหมูป่า มันมีความกล้าฝังลึก พิทบูล มีความอดทนต่อความเจ็บปวดทุกรูปแบบ แม้บาดแผลนั้นจะลึกและฉกรรจ์เพียงใด ไม่มีการโต้ตอบจากศัตรูใดที่จะทำให้มันร้องได้

          ส่วนใครที่ไม่ชอบเสียงเห่าหอน น่ารำคาญของ สุนัข แต่ให้จำไว้เถิดว่าหากคุณเลี้ยง อเมริกันพิทบูล จะไม่ผิดหวัง เพราะ พิทบูล จะไม่ใช่ สุนัข ประเภท เห่าใบตองแห้ง ดังนั้น การที่เจ้า พิทบูล เห่ายอมมีเหตุผลเสมอ ไม่แน่สิ่งที่มันเห็นอาจเป็นสัตว์ร้าย คนแปลกหน้า หรือผู้ไม่ประสงค์ดี อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณรับรู้สัญญาณเตือนอันไม่น่าไว้วางใจได้จากเจ้า สุนัข พันธ์นี้อย่างแน่นอน

          ส่วนข้อกังขากรณี พิทบูล ทำร้ายเจ้าของ หากผู้เลี้ยงเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ทั้งนี้ หากคุณต้องเข้าบ้านในยามวิกาล จงระลึกไว้เสมอว่า สุนัข จะมองเห็นเป็นภาพขาวดำเท่านั้น จึงควรเรียกชื่อของเขาก่อนเปิดประตูเข้าบ้าน เพราะบางทีเราอาจอยู่ในตำแหน่งใต้ลม เขาจึงอาจไม่ได้กลิ่นเจ้าของ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนร้าย จึงควรเรียกชื่อของเขาก่อน เพราะ อเมริกันพิทบลู จะหวงเจ้าของ หวงบ้าน หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีกล้ำกรายเข้ามา ...รับประกันเสร็จแน่!!!



ลักษณะทั่วไปของ พิทบูล

          
อเมริกันพิทบูล มีขนาดรูปร่างปานกลาง โดยทั่วไปควรจะมีความสูง ประมาณ 17-20 นิ้ว มีสัดส่วนที่พอดี ขนสั้นเรียบ เป็นมันเงางามและมีกล้ามเนื้อที่เด่นชัดมาก สุนัข พิทบูล เต็มไปด้วยพละกำลังเป็นอย่างมาก และมีรูปร่างที่ค่อนข้างยาวกว่าส่วนสูง หัวมีความยาวปานกลาง กว้าง ส่วนกะโหลกของ อเมริกันพิทบูล นั้นจะแบนเรียบและค่อนข้างจะกว้าง ประกอบด้วยขากรรไกรที่แข็งแรงและกว้างใหญ่ หูจะมีขนาดที่เล็กจนถึงปานกลาง หูตั้ง และบางทีก็อาจจะมีลักษณะที่เป็นธรรมชาติ(ไม่ได้ตัดหู) หรืออาจจะตัดหูหรือไม่ตัดหูก็ได้ หางสั้นชี้ลง โคนหางใหญ่ และเรียวเล็กลงไปถึงปลายหาง

          ส่วนเรื่องลวดลาย หรือสีขนนั้น สุนัข พิทบูล นี้มีทุกสี และมีทุกลาย ลักษณะร่างกายของ พิทบูล จะต้องปรากฏให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง กระฉับกระเฉง สง่างาม มีลักษณะเฉพาะของสุนัขพันธุ์อเมริกันพิทบูล คือ ความแข็งแกร่ง มีความเชื่อมั่นในตัวของมันเอง และมีชีวิตที่กระหายใคร่รู้ต่อทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมัน พิทบูล ชอบให้คนดูแลเอาใจใส่ และมีความกระตือรือร้นมาก สุนัข อเมริกันพิทบูล เป็นเพื่อนกับทุกคนที่อยู่ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี และมีความรักเด็ก เนื่องจาก พิทบูล ส่วนใหญ่มักจะแสดงความก้าวร้าวกับ สุนัข ทั่วไป 

 อาหารและการเลี้ยงดู พิทบูล
          
เคล็ดลับการเลี้ยง สุนัข อเมริกันพิทบูล หากมันทำผิด ก็ควรรีบนำตัวเข้ากรงทันที เป็นการลงโทษ เพื่อให้มันได้คิดว่า สิ่งที่มันทำนั้น เป็นความผิด และในระหว่างที่กำลังเจริญเติบโต ต้องฝึกให้ พิทบูล เข้าสังคม พาจูงไปเดินสวนสาธารณะ ให้รู้จักคนเยอะๆ และพยายามให้ สุนัข พิทบูล แยกออกด้วยตัวเองว่า ใครคือมิตร และใครคือศัตรู เวลาหลุดออกจากเชือกหรือกรง หากจะกัดจะได้กัดถูกคน ส่วนการให้อาหารต้องใส่จาน และต้องฝึกไม่ให้กินอาหารที่พื้น ป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี โยนอาหารปนยาพิษให้กิน

 โรคร้ายที่ควรระวัง 

          โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เป็นโรคที่พบได้กับ สุนัข แทบทุกสายพันธุ์ ไม่เว้นแม้แต่ อเมริกันพิทบูล สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Canine Distemper virus หรือ CDV RNA Virus Paramyxovirus การติดต่อ สามารถติดต่อทางระบบหายใจ จะติดทางน้ำมูก ขี้ตา น้ำลาย โดยหายใจเข้าไปหรือ หรือจากการสัมผัสอาการของโรค ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน อาการที่ปรากฎหลังได้รับเชื้อ จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร เยื่อตาอักเสบ อาการดังกล่าวจะหายไปและจะกลับมา โดย สุนัข จะซึม เบื่ออาหาร จมูกแห้ง มีน้ำมูกและขี้ตาขุ่นเป็นหนอง ไอ คล้ายอาการของหวัด ปอดบวม อาเจียน ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ขาหลังเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด

          แต่ถ้ารักษาได้ไม่เสียชีวิต สุนัข ก็จะเป็นโรคนี้แบบเรื้อรัง ฝ่าเท้าจะหนา ผอม ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและมักจะตายในเวลาต่อมา แต่ใน สุนัข บางตัวที่ไม่ตาย จะใช้เวลารักษาหรือพักฟื้นนาน

          การป้องกันขั้นแรก คือการได้รับวัคซีนป้องกัน และวัคซีนรวมที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้ นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรใส่ใจให้วิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ และรักษาตามอาการของโรค เช่น ให้น้ำเกลือ ยาระงับชัก แต่สุดท้ายเจ้าหมาน้อยแสนรักก็จะจากไปในที่สุด ดังนั้น การป้องกันโรคไข้หัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้กับสุนัขไว้ตั้งแต่ยังเล็กและฉีดสม่ำเสมอทุกปีเป็นดีที่สุด

  วิธีเอาตัวรอดเมื่อ พิทบูล กัด หรือช่วยเหลือผู้อื่นที่ถูก พิทบูล ทำร้าย 

           สิ่งแรก คือ ควรหลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านบ้านที่เลี้ยง สุนัขดุ หรือถืออาวุธไว้ป้องกันตัวกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

           หากถูก สุนัข กัดโดยเฉพาะพันธุ์ดุร้าย อย่าง อเมริกันพิทบูล หรือ ล็อตไวเลอร์ ให้ตั้งสติให้ดี รีบตะโกนเรียกให้คนช่วย

           หลังจากนั้นให้ใช้ไม้งัดขากรรไกรของสุนัข ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการกัด ให้ขากรรไกรง้างออกเพื่อให้หลุกจากการถูกกัด เพราะสุนัขพันธุ์เหล่านี้มีขากรรไกรสั้นกว่าปกติ มีเขี้ยว และฟันใหญ่กว่าปกติ เป็นปัจจัยเพิ่มแรงกัดให้มีความรุนแรงมากขึ้น 

            หากไม่ได้ผล ให้ใช้มือข้างที่ถนัดที่สุด เกร็งมือให้แข็งบีบลงไปที่บริเวณลำคอของ สุนัข ซึ่งเป็นส่วนคอหอย หลอดลม บีบให้แรงที่สุด และนานที่สุด ทำให้ สุนัข เกิดอาการสำลัก เพราะขาดอากาศหายใจ ทำให้มันต้องปล่อยเหยื่อที่กัดไว้ออก เพื่อสูดอากาศหายใจ ในระหว่างนี้ให้รีบหนีให้ไกลที่สุด หรือหาอาวุธมาตี สุนัข ให้บาดเจ็บ

           ที่สำคัญ มีข้อห้ามที่ไม่ควรทำระหว่างที่ถูกกัดและมีอวัยวะในร่างกายคาอยู่กับปากสุนัข คือ ห้ามตี หรือทุบที่ลำตัว สุนัข เด็ดขาด เพราะจะยิ่งเพิ่มความโกรธ ความดุร้าย ทำให้ สุนัข เพิ่มแรงกัดมากขึ้น จะทำให้บาดเจ็บสาหัสมากขึ้น

           หลังจากหลุดจากการถูก สุนัข กัดแล้ว ให้รีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดผสมสบู่ 3 รอบ และใช้ยาฆ่าเชื้อราดที่บาดแผล แล้วรีบพบแพทย์ทันที เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อใน สัตว์เลี้ยง ลูกด้วยนม โดยเฉพาะใน สุนัข และแมว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรค หากติดเชื้อทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงกรณี สุนัข กัดกันเองด้วย ให้ล้างทำความสะอาดแผล สุนัข เช่นเดียวกัน และรีบนำ สุนัข ไปฉีดวัคซีนป้องกันทันที

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

แจ็ครัสเซลล์เทอร์เรีย (Jack Russell Terrier)

{pic-alt} ลักษณะทั่วไป

     เป็นนักล่าตัวเล็กๆ ที่ยอดเยี่ยม มีความว่องไวในการไล่ล่า เป็นสุนัขที่ฉลาดและเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายและปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี
 

{pic-alt} ความเป็นมา

     แจ็ครัสเซลล์ได้มีการเพาะพันธุ์สายพันธุ์ขึ้นมาใหม่เมื่อต้นปี ค.ศ. 1800 ในประเทศอังกฤษโดยศาสนจารย์ Jack Russell ซึ่งภายหลังสุนัขพันธุ์ดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า Jack Russell Terrier (JRT) ตามชื่อของท่านศาสนจารย์ นอกจาก Jack Russell Terrier จะมีชื่อตามศาสนจารย์ที่เรียกกันแล้ว ก็ยังมีบางครั้งที่คนมักเรียกก็คือ PARSON JACK RUSSELLโดยทั่วไปแล้วสุนัขสายพันธุ์กลุ่ม TERRIER จะใช้ในการล่าสัตว์และติดตามเหยื่อไปหลังจากที่เหลือ โดยสุนัขในกลุ่ม HOUND ไล่ต้อนมาก่อนหน้านี้แล้ว

{pic-alt} ลักษณะนิสัย

     แจ็ครัสเซลล์เทอร์เรียร์ มีความเป็นนักล่าตัวเล็กๆ โดยจะไล่ล่าไปตั้งแต่ หมาจิ้งจอก จนถึงหนูตัวเล็กๆ มันจะใช้เวลาในการสำรวจพื้นที่ก่อนจะทำการไล่ล่า แจ็ครัสเซลล์ ทอร์เรียร์เป็นสุนัขที่มีความฉลาด ซึ่งเห็นได้ ชัดจากการที่สุนัขเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสนามแข่งขัน

{pic-alt} การดูแล

     สุนัขพันธุ์แจ็ครัสเซลล์เทอร์เรียร์ ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อย การอาบน้ำแค่เดือนละครั้งก็ไม่ถือว่าน้อยเกินไป และปริมาณการอาบน้ำอาจจะมีเพิ่มมากขึ้น ได้ถ้าสุนัขชอบเล่นซนหรือไปคลุกกับสิ่งสกปรกต่างๆ แต่ก็ไม่ควรอาบน้ำบ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งเนื่องจากน้ำมันที่ให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติถูกชำระล้างออกไป และไม่ควรใช้แชมพูหรือสบู่ของคนเพราะไม่เหมาะกับสภาพผิวของสุนัข นอกจากนี้ยังต้องแปรงขนเพื่อกำจัดขนที่หลุดร่วงออกไปสัปดาห์ละครั้งด้วย สุนัขพันธุ์นี้จะมีการผลัดขนทุกปี ซึ่งในช่วงนั้นอาจจะต้องแปรงขนหรืออาบน้ำบ่อยขึ้น

     นอกจากนี้คุณผู้เลี้ยงยังต้องคอยสังเกตลักษณะของ ดวงตา ฟัน หู เท้า และเล็บอย่างสม่ำเสมอด้วย เพราะหากพบปัญหาก็จะได้รักษาตั้งแต่เบื้องต้น โดยเฉพาะในลูกสุนัข

 

{pic-alt} ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม

     สุนัขพันธุ์แจ็กรัสเซลล์มีพลังงานสูง ผู้เลี้ยงควรจะมีเวลาพาพวกเขาไปออกกำลังกายเป็นประจำ ชอบใช้ชีวิตในแบบแอคทีฟ สนุกสนาน สร้างสรรค์และต้องการความร่าเริงกับชีวิต แจ็กรัสเซลล์ต้องหารการดูแลเอาใจใส่ การได้ทำกิจกรรมร่วมกับเจ้าของ ชีวิตผู้เลี้ยงที่ชอบหยุดนิ่งอยู่เฉยๆ อาจจะรู้สึกหงุดหงิดง่าย และเหนื่อยที่จะเลี้ยงค่ะ หากบ้านมีพื้นที่ให้พวกเขาได้วิ่งเล่นจะดีมากๆ 

ที่มาของ ศุกร์!! 13

 ความเชื่อที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า "วันศุกร์ที่ 13 " เป็นวันแห่งอาถรรพ์ ใครจะทำกิจการใด ๆ ลงทุนพบปะเจรจาสิ่งใด ก็มักจะเกิดเรื่องร้าย ๆ ตลอด...เรื่องนี้จริงหรือไม่ 

          ความเป็นมาของคำว่า "อาถรรพ์ ศุกร์ 13" นั้น เป็นความเชื่อมาจากฝรั่ง โดยเฉพาะชาวคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ที่เห็นว่า เลข 13 เป็นเลขแห่งความโชคร้าย ถึงจะลงมือทำการสิ่งใดก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากวันดังกล่าว เป็นวันที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน หลังจากที่รับประทานอาหารมื้อสุดท้ายร่วมกับสาวกทั้ง 12 คน

          ศุกร์ 13 จะเป็นอาถรรพ์หรือเปล่าไม่รู้ แต่ฝรั่งต่างเชื่อเรื่องนี้อย่างมาก บางคนก็จิตตกวิกลจริต หวาดผวาจนขึ้นสมอง กลายเป็น "โรคกลัววันศุกร์ที่ 13" หรือโรคที่มีชื่อเรียกยาว ๆ ว่า "พาราสเคฟดิคาเทรียโฟเบีย" (paraskevidekatriaphobia) หรือโรค "ฟริกกาทริสไคเดคาโฟเบีย" (friggatriskaidekaphobia)
          ทั้งนี้ จากการศึกษาประเมินพบว่า คนอเมริกันเป็นโรคดังกล่าวถึง 21 ล้านคน หรือประมาณ 8% ของประเทศเลยทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องงมงาย ลองมาดูสถิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในศุกร์ 13 กันดีกว่า ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยนะ

          ศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันบำบัดอาการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ประเมินว่า ในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงินถึง 800-900 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหน... ไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

          ส่วนอุบัติเหตุจาก "ศุกร์ 13" เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากอุบัติเหตุระหว่างวันศุกร์ที่ 6 กับวันศุกร์ที่ 13 นั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (ข้อมูลเมื่อ ค.ศ. 1993) ตัวเลขผู้ประสบอุบัติเหตุมากกว่าวันศุกร์อื่น ๆ ถึง 52% เลยทีเดียว



ตำนานอาถรรพ์ ศุกร์ 13 ที่เล่าต่อ ๆ กันมา



 ตำนานแขกคนที่ 13

          ตำนานของ "ชาวนอร์ส" ในดินแดนสแกนดิเนเวียที่เกี่ยวกับ "เทพ 12 องค์" มารวมกันจัดงานเลี้ยงในห้องโถงของเอกีร์ เทพแห่งมหาสมุทร แล้วเทพแห่งไฟที่ชื่อ "โลกิ" ซึ่งไม่ได้รับเชิญมาร่วมงานจึงพังประตูรั้วเข้ามาร่วมงานในฐานะแขกคนที่ 13 และให้ "เทพฮอด" ซึ่งเป็นเทพแห่งความมืดมิดเพราะตาบอด โยนกิ่งของพืชกาฝากใส่ "บาลเดอร์" เทพแห่งความสุขและความยินดี จนบาลเดอร์สิ้นลมหายใจไปในทันที...จนทำให้โลกต้องตกอยู่ในความมืดมิดและความเศร้าสลด
 ตำนาน 13 คนบนโต๊ะอาหาร         ตำนานเล่าว่า ถ้าหากมีคนทานข้าวร่วมกันบนโต๊ะอาหาร 13 คน ถือเป็นลางร้าย คนใดคนหนึ่งในนั้นจะต้องตายภายในช่วงเวลา 1 ปี หลังจากนั้น โดยความเชื่อนี้อ้างจาก เดอะ ลาสต์ ซัพเปอร์ (อาหารค่ำมื้อสุดท้าย) ที่พระเยซูคริสต์ทรงเสวยพระกระยาหารร่วมกับคน 12 คน และพระองค์ก็สวรรคตหลังจากนั้นไม่นาน  ตำนานวันศุกร์แห่งการประหาร

          สำหรับเหตุผลที่เจาะจงว่าจะต้องเป็น "วันศุกร์" นั้น นอกจากกรณีที่ว่าพระเยซูถูกนำไปตรึงกางเขนในวันศุกร์แล้ว ในตำราของฝรั่งยังว่า "วันศุกร์" เป็นวันที่ใช้ประหารนักโทษ ทั้งยังถือว่าเป็นวัน "ทิป ทอด เดย์" (Tip Tod Day) หมายความว่าเป็น "วันปีศาจ" ชาวประมงในสมัยก่อนจึงไม่ออกทะเลในวันศุกร์
 ศุกร์ 13 กับความเชื่ออื่น ๆ

         นอกจากตำนานต่าง ๆ ข้างบนแล้ว ยังมีความเชื่อโบราณของฝรั่งเกี่ยวกับการกระทำต่าง ๆ ในวันศุกร์เช่น ห้ามตัดเล็บในวันศุกร์, อดัม และอีฟ กินผลไม้ต้องห้ามที่สวนอีเดนในวันศุกร์, วันที่พระเจ้าลงโทษให้อดัมและอีฟมาใช้โทษที่โลกมนุษย์คือวันศุกร์ เป็นต้น


        ...ถึงแม้ว่า ฝรั่งจะแก้เคล็ดด้วยการเรียกเลข 13 ว่า "ลัคกี้นัมเบอร์" แต่กระนั้นเมื่อถึงวันศุกร์ที่ 13 เมื่อไร ผู้คนที่มีความเชื่อเรื่องโชคลาง ต่างก็ต้องหวาดผวากับวันนี้ แถมยังมีคนหัวใสนำเรื่องดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า "ศุกร์ 13 ฝันหวาน" ซึ่งก็สร้างเพิ่มความกลัวมากขึ้นไปอีก!! แถมไม่ว่าจะสร้างกี่รอบ ๆ ก็ดังเป็นพลุแตก กวาดรายได้ถล่มทลายเลยทีเดียว
 ประเทศไทย กับความเชื่อ ศุกร์ 13

         มาถึงฝั่งประเทศไทยบ้าง ถึงแม้ว่า ศุกร์ 13 จะเป็นความเชื่อของฝรั่งตาน้ำข้าว แต่คนไทยบางกลุ่มก็พลอยเชื่อเรื่องนี้ไปด้วย อาทิ การสร้างลิฟต์บนอาคารตึกสูงบางแห่งที่เกิน 12 ชั้น จะไม่ระบุชั้นที่ 13 โดยจะเลี่ยงเป็นชั้นที่ 12 A หรือไม่ก็ใช้เลข 14 แทนไปเลย ทั้งนี้ก็เพราะโรงแรมต้องรองรับลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นลูกค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะฝรั่ง


         แต่ถ้าถือตามโหราศาสตร์ไทยแล้วนั้น อาจารย์หนู กันภัย ได้กล่าวไว้ว่า เลข 13 ถือว่าเป็นเลขมหาอุด... จะอุดสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ได้ ตามตำราเป็นเลขมงคล คือจะไม่รับรู้ถึงทวารทั้ง 9 ปิดทั้งหมดทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ได้ยิน ไม่ให้ได้เห็นในสิ่งที่ไม่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคือจะอุดสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามาหาตัวเรานั่นเอง

          เอ้า ! เรื่องนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณในการรับชม-รับฟังนะคะ ศุกร์ 13 จะเกิดอาถรรพ์หรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าควรมีสติในการดำรงชีวิต เพื่อความไม่ประมาท เพราะไม่ว่าจะวันศุกร์ไหน ๆ อุบัติเหตุ หรือเรื่องร้าย ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน...

โกลเดนรีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever)

{pic-alt} ลักษณะทั่วไป

     โกลเด้นฯเป็นสุนัขที่มีขนาดปานกลาง ไม่เทอะทะเก้งก้างจนดูเกะกะ เป็นสุนัขที่มีนิสัยค่อนข้างจะเป็นมิตรกับทุกๆ และสุนัขที่มีความปราดเปรียวและอดทน ลีลาในการย่างก้าวหรือไหวเป็นไปด้วยความนิ่มนวล
 

{pic-alt} ความเป็นมา

     โกลเด้นฯเป็นสุนัขที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากสุนัขในกลุ่มสแปเนี่ยล ซึ่งเป็นสุนัขที่มีความเชี่ยวชาญทางน้ำเป็นพิเศษ โดยมีขนาดเล็กกว่าสุนัขพันธุ์นิวฟาวน์แลนด์ แต่มีลักษณะโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน สันนิษฐานว่าอาจผสมข้ามพันธุ์มาจากสุนัขพันธุ์ไอริชเซทเทอร์ และสุนัขในกลุ่มวอเตอร์สแปเนี่ยล โดยอาจมีสายเลือดของสุนัขพันธุ์บลัดฮาวน์เข้าไปเจือปนอยู่ด้วย
 

{pic-alt} ลักษณะนิสัย

     นิสัยสุภาพ น่ารัก มีเสน่ห์ ขี้เล่น ช่างประจบเอาใจ และเสียสละรักเจ้าของได้เท่ากับสุนัขพันธุ์ โกลเด้นฯนี้ ลักษณะนิสัยสุนัขพันธุ์นี้ใจดี ชอบอยู่กับคนและสัตว์อื่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ค่อนข้างติดคนหรืออยากให้เจ้าของสนใจ โกลเด้นฯ เป็นสุนัขที่ฝึกง่าย มันชอบเห่าเมื่อมีคนอยู่หน้าประตูบ้าน แต่มีบ่อยครั้งที่การเห่านั้นเป็นการแสดงการทักทายมิใช่การขู่

{pic-alt} การดูแล

     โกลเด้นฯ เป็นสุนัขที่มีขนร่วงมาก จำเป็นจะต้องแปรงและหวีขนให้มันสัปดาห์ละหลายๆ ครั้ง เพื่อป้องกันขนพันกัน การแปรงขนบ่อยๆ จะทำให้โกลเด้นฯ ดูสวยได้ ผู้เลี้ยงควรดูแลเรื่องเห็บ หมัด การระคายเคืองที่ผิวหนัง ขณะที่ทำการแปรงขน

     โกลเด้นฯเป็นสุนัขที่ชอบสังคมและ ไม่ชอบถูกทิ้งให้อยู่ลำพังตัว อย่าปล่อยให้สุนัขออกไปนอกบ้านโดยไม่มีคนไปด้วย ผู้เลี้ยงควรพาสุนัขไปเดินเล่นไกลๆ ทุกวันหรือหาสนามโล่งๆ ให้ได้วิ่งเล่นเก็บลูกบอลหรือว่ายน้ำกับสุนัขตัวอื่น เพื่อผ่อนคลายความเครียดและเพื่อนสุขภาพที่ดี
 

{pic-alt} ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม

     ครอบครัวที่มองหาสุนัขที่เต็มไปด้วยความสุภาพและน่ารัก ต้อง โกลเด้นฯ เลยครับ